แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเก็บข้อมูล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเก็บข้อมูล แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การวางแผนเวลาในการเขียนวิทยานิพนธ์

ขั้นตอนการดำเนินงาน (ขั้นตอนพื้นฐานที่เข้าใจโดยทั่วกัน)

1. ค้นคว้าเอกสาร

2. เสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อ

3. สอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

4. ปรับปรุงแก้ไขทำแบบสอบถามทำคู่มือลงรหัส หากเป็นเชิงคุณภาพก็เริ่มวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูล

5. เก็บข้อมูล/ลงพื้นที่ภาคสนาม/เข้าห้องสมุด

6. ลงรหัสข้อมูล/วิเคราะห์เอกสาร

7. ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์

8. วิเคราะห์และสรุปผล

9. เขียนรายงาน

10. ตรวจร่างนำเสนอ

11. จัดทำรูปเล่ม

12. ส่งรูปเล่มต่อมหาวิทยาลัยเผยแพร่

ขั้นตอนการดำเนินงาน(ที่เป็นจริง)

แผนดำเนินการที่ผมนำมาข้างต้นนี้เป็นแผนเบื้องต้นคร่าว ๆ เพื่อให้เห็นภาพขั้นตอนการทำงานเท่านั้นครับ แต่เมื่อลงมือดำเนินงานจริงมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้งานช้าหรือเร็ว หรืองานไม่เสร็จเลยก็มี เช่น
1. นักศึกษาเกิดเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อ
2. งานยุ่งไม่มีเวลาเขียนงาน
3. อาจารย์งานยุ่งไม่มีเวลาตรวจงาน
4. ตอนเสนอเค้าโครงตั้งเป้าไว้สูงเกินจริง เมื่อลงมือปฎิบัติเก็บข้อมูลไม่ได้
5. ย้ายงานเปลี่ยนงานไม่มีเวลาเขียน
6. มีปัญหาครอบครัว ปัญหาการงานไม่มีกำลังใจเขียนและอื่น ๆ อีกมากมาย

ปัญหาข้างต้นหากเกิดขึ้นกับใครแล้วย่อมบั่นทอนกำลังใจเขียนวิทยานิพนธ์ต่อแน่ครับ ยิ่งงานยืดเยื้อ ต้นทุนบานปลาย บางคนต้องรีบจบนำวุฒิการศึกษาไปปรับระดับตำแหน่งเพื่อผลความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สุดท้ายก็จะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เมื่อเจอปัญหานี้อย่าตกใจครับปัญหาเหล่านี้พอมีทางออกครับ ลองมาอ่านประสบการณ์ของทีมงานของเราดูบ้าง

1. หลักการสำคัญที่สุดของการแก้ปัญหาคือ ปรับแนวคิดใหม่จากเดิมที่เคยคิดว่าแต่ละขั้นตอนไม่จำเป็นต้องเดินเรียงตามกันเหมือนลำดับขั้นตอนที่ผมนำเสนอเสมอไปครับ เช่น ต้องทำบทที่ 1 ก่อนแล้วค่อยมาบทที่ 2 แล้วค่อยมาบทที่ 3 บทที่ 4 และบทที่ 5 ทางทฤษฎีอาจเป็นขั้นเป็นตอนแต่ทางปฏิบัติอาจไม่ใช่

2. เมื่อลงมือเขียนงานวิจัยจริง ๆ ขณะที่เราเตรียมงานบทที่ 1 อยู่บางครั้งสมองอาจจะนึกแวบคิดเนื้อหาบทอื่น ๆ ขึ้นมาได้ ถ้านึกอะไรออกก็รีบจดบันทึกไว้นะครับ ถึงแม้ว่าต้นฉบับจริงจะเขียนไปไม่ถึงก็ตาม

3. ในระหว่างหาข้อมูลมาทำวิจัยเชื่อแน่ว่าหลายท่านอาจพบข้อมูลที่ต้องใช้ในอนาคตอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อพบแล้วรีบเก็บไว้ทันทีอย่าปล่อยไปเด็ดขาด ถึงเวลาค่อยนำออกมาใช้และไม่ต้องกังวลว่าเป็นการทำงานข้ามขั้นตอน ดีเสียอีกครับจะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น

4. ตัวอย่างนักศึกษาท่านหนึ่งที่ผมรู้จักเขียนวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นงานที่ต้องสัมภาษณ์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งแหล่งข้อมูลท่านนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานาน ขณะนั้นรุ่นน้องท่านนี้เพิ่งเขียนบทที่ 1 เสร็จหมาด ๆ หากรอให้แหล่งข้อมูลท่านนี้เดินทางกลับมาเสียก่อนแล้วค่อยสัมภาษณ์จะทำให้งานล่าช้าออกไปเป็นหลายเดือน เขาแก้ปัญหาโดยเร่งสร้างแบบสอบถามที่ออกแบบมาภายใต้กรอบวัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา โดยปรึกษาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ตลอดเวลา แบบสอบถามที่ได้สามารถครอบคลุมประเด็นให้มากที่สุด แต่เนื่องจากผู้ให้สัมภาษณ์จะต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานาน เจ้าของงานวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้เลยตั้งแบบสอบถามเกินวัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษาที่ตั้งไว้ โดยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้แสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด และอาศัยเดินทางไปสัมภาษณ์หลายครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือ รุ่นน้องท่านนี้ได้ข้อมูลสำหรับวิเคราะห์บทที่ 4 โดยที่ต้นฉบับจริงเพิ่งเขียนบทที่ 1 จบเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บางครั้งก็อย่าพึ่งอินเทอร์เน็ตมากเกินไป

ก่อนหน้านี้ผมบอกว่าหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมันประหยัดและสมัยนี้การหาข้อมูลเขียนวิทยานิพนธ์ง่ายกว่าในอดีตมากครับ เพราะระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้หาอะไรก็ง่ายไม่ลำบากเหมือนสมัยก่อนข้อมูลแค่ปลายนิ้ว อย่างไรก็ดีครับยังมีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ถูกบันทึกลงอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หรือข้อมูลอะไรก็ได้แต่มีรายละเอียดเยอะมากจนไม่สามารถโหลดเข้าหน่วยความจำของเว็ปไซด์ได้ ข้อมูลเหล่านี้จะต้องพึ่งพาห้องสมุดอย่างเดียวครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เขียนวิทยานิพนธ์อย่างไรให้ประหยัดค่าใช้จ่าย

จากการนำเสนอก่อนหน้านี้ผมได้บอกเอาไว้ว่าการเขียนวิทยานิพนธ์บางครั้งก็ไม่ใช่ของราคาถูกเอาเสียเลย เพราะต้องลงทุน ลงพื้นที่หาข้อมูลมาเขียนซึ่งเป็นเรื่องต้องเสียเงินทั้งนั้น แต่ก็มีมมีแนวทางให้ประหยัดได้บ้างครับ ลองฟังทางนี้ดู
1. เขียนในสิ่งที่ต้องเองถนัดและมีข้อมูล เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในหัวสมองอยู่แล้วไม่ต้องไปคิดค้นใหม่ให้เสียเวลา หยิบออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ เช่น ทำงานด้านไหนก็นำเรื่องนั้น ๆ มาเขียน เป็นต้น
2. วางแผนแต่เนิ่น ๆ ก่อนเรียนจบภาคทฤษฎีในห้องเรียน การวางแผนแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้การเก็บข้อมูลแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เร่งรีบทำให้ประหยัดงบ
3. สมัยนี้การหาข้อมูลง่ายกว่าอดีตเพราะมีอินเทอร์เน็ตช่วย ถ้าใช้เน็ตคล่อง ๆ จะช่วยได้มากคครับ ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลของราชการไทยปัจจุบันเขาเอาลงเน็ตหมดแล้ว ประชาชนสามารถโหลดมาใช้ได้เลย หรือข้อมูลเศรษฐกิจ การเงิน การคลังก็ไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคครับ
4. เวลาปรินต์งานไปส่งก็ใช้กระดาษสองหน้าก็ได้นะครับประหยัดอีกแบบ แต่ทุกวันนี้บางมหาวิทยาลัยเขารับส่งงานทางอีเมล์ด้วยก็ยิ่งประหยัดเข้าไปใหญ่เลยไม่ต้องปรินต์
5. พยายามเลือกเรื่องที่จะเขียนให้มีขอบเขตที่ไม่ใหญ่โตเกินกำลังทรัพย์ของตัวเองครับ ประเมินว่าอยู่ในวิสัยที่จะทำได้และไม่หนักหนาจนเกินไปครับ หรือหากเป็นเรื่องขนาดใหญ่ก็ลองตีกรอบให้เล็กอยู่ในกำลังที่จะทำได้

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ขั้นตอนการสัมภาษณ์เขียนวิทยานิพนธ์2

เป็นการเก็บข้อมูลอีกช่องทางหนึ่งที่กำลังนิยมกันมากโดยเฉพาะการทำวิจัยในเชิงคุณภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจ้างพนักงานไปสอบถามความเห็นเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือการบริการ แล้วส่งข้อมุลกลับมาให้นายจ้างเพื่อรับเงินค่าจ้างวันละ200-400บาทต่อวัน ซึ่งหลายบริษัททำกันมาก ตั้งแต่ชื่อบริษัทแบบเก๋ๆแปลกๆน่าสนใจ อาทิ บริษัทรีเสริช บ้าง บริษัทพัฒนาคุณภาพบุคคลบ้างฯลฯ นั้นคือการสอบถามทั่วไปเท่านั้นเอง แต่การสัมภาาณ์ที่จะพูดถึงนั้น เป็นการดึงข้อมูลที่เป็นแก่นของเรื่องจริงๆ ทั้งในทางตรงและแวดล้อมข้างๆ จะทำให้เกิดภาพที่กำลังจะศึกษาได้เห็นฃัดเจนมากกว่าการไปค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างที่เราๆท่านๆทำกันมาตลอด อย่างไรก็ดีการสัมภาษณ์เพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลในทางลึกและมีรายละเอียดที่ชัดเจนนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆแต่ก็ไม่ยากถ้าจะทำสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงได้แก่

1.ผู้ที่เราจะไปสัมภาษณ์

ประการแรกเลยเราต้องศึกษาหาข้อมูลของผู้ที่เราจะไปสัมภาษณ์เพื่อหาข้อมูลได้ได้มากที่สุด นั่นหมายความว่าเราต้องทำการบ้านสำหรับคนๆนั้นในระดับหนึ่ง ถ้าเราไม่รู้ชีวิตทุกๆด้านของผู้ให้สัมภาษณ์ แค่นัดสัมภาษณ์อาจจะผิดหวังไปเลยก็ได้ เพราะเราไม่รู้ประวัติของเขาเลย แม้ว่าสิ่งที่เราต้องการศึกษาวิจัยนั้นมันไม่เกีย่วกับจะต้องรู้ชีวิตของเขาเลย แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด อย่าลืมว่าถ้าเป็นคนธรรมดาก็ไม่เครียดมากนัก แต่ถ้าหากสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อำนวยการสำนักหรือกองต่างๆ แค่จะเข้าไปพบบางคนก็กล้าๆกลัวๆทั้งๆที่ยังไม่ได้สัมภาษณ์อะไรเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้บริหารภาครัฐเหล่านี้ เป็นบุคคลสาธารณะ จริงๆแล้วใครๆก็สามารถเข้าพบได้ แต่หากไม่ศึกษาเขาเสียก่อน การสัมภาษณ์จะไม่ราบรื่นที่สำคัญมองไปอีกมุมหนึ่งในส่วนที่เป็นผู้บริหารระดับซีอีโอในภาคธุรกิจเอกชน ยิ่งต้องทำการบ้านอย่างหนักเลย ยิ่งกว่าข้าราชการระดับสูงหลายเท่า เพราะอย่างแรกเขาเป็นนักธุรกิจที่เป็นเจ้าของกิจการหรือประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ หรือกลางหรือเล็กก็ตาม คนเหล่านี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากผ่านเรื่องราวมาเยอะ จนประสบความสำเร็จ เป็นบุคคลที่เรียกว่านายจ้างหรือเจ้าของ การเข้าพบและให้สัมภาษณ์นั้นเป็นเรื่องที่ยากและผ่านขั้นตอนหลายขั้นยิ่งบริษัทหรือนักธุรกิจคนสำคัญของบ้านเมืองต้องใช้เวลานานเสียด้วยซ้ำ

2.ประเด็นหรือข้อมูลที่ต้องการ

เรื่องประเด็นที่สัมภาษณ์นั้นจะต้องเตรียมตัวให้ดีตั้งแต่แรกเพราะการไปพูดคุยสนทนากับบุคคลที่เราต้องการข้อมุลนั้น จะต้องนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเขาที่จะต้องการข้อมูล ไม่ว่าเรื่องนั้นจะกระทบกับสังคมมากน้อยเพียงใด หรือส่งผลกับส่วนรวมอย่างไร ประเด็นที่ต้องการเราต้องทำการบ้านว่าจะต้องถามในส่วนของการนำการสนทนาแบบใด ซึ่งไม่มีกฏตายตัว แต่ทำอย่างไรให้เขารู้ว่าเราสนใจในตัวเขามากที่มานั่งคุยในครั้งนี้ อย่างแรกหากจะมองเห็นคือถ้าจะเกริ่นเรื่องประวัติความดีงาม การช่วยเหลือสังคมหรือการเป็นบุคคลดังอย่างไร เราจะต้องทำตัวว่ามีความสัมพันธ์ค่อนข้างใกล้ชิดกับเขาด้วย ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักเลยว่าเป็นใครมาจากไหน แล้วทำอะไร ไม่เช่นนั้นจะเสียเวลาเปล่าๆอย่างแน่นอน การสร้างความสัมพันธ์ตรงนี้สำคัญมากที่จะเข้าไปสู่การสนทนาที่เป็นกันเองต่อไปสิ่งที่พอจะเห็น ได้แก่ การยกย่องประวัติชีวิต เรื่องการทำงาน เรื่องการช่วยเหลือสังคม หรือสิ่งที่ดีๆงามๆของตัวเขา ทำให้เขารู้ว่าเรารู้จักตัวเขาแล้วในระดับหนึ่ง ตรงนี้ทำได้ไม่ยาก อย่างแรกต้องไปหาข้อมูลทุกด้าน ของเขา ต่อมาเขามีประวัติชีวิตเป็นอย่างไร และประการสุดท้ายชีวิตในปัจจุบันจริงๆที่อยู่ในกระแสหรือประเด็นที่เรากำลังศึกษาเกี่ยวข้องกับท่านอย่างไร องค์ประกอบเหล่านี้เองที่จะนำท่านไปสู่การสัมภาษณ์ที่ดีและราบรื่นเป็นกันเองมากขึ้น อย่าลืมว่าการไปหาข้อมูลนั้น ไม่ใช่เราจะซักเขาเพียงอย่างเดียว หากเขาจะตอบกลับมาเช่นไรก็ตามเราต้องสามารถตอบกลับได้อย่างดีด้วย

3.การลำดับประเด็นที่สัมภาษณ์

ในช่วงของการสัมภาษณ์นั้นก็มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นการล้วงข้อมูลที่เราต้องการออกมานั่นเองถ้าการจัดลำดับประเด็นไม่ดี จะมีข้อเสียหลายอย่าง ประการแรก การสัมภาษณ์จะสิ้นสุดลงในไม่ช้าเพราะแค่จะเปิดประเด็นก็ตกม้าตายเสียแล้ว ประการต่อมาการลืมประเด็นต่างๆที่เราต้องการแต่กลับไม่ได้ เพราะไม่ได้จัดลำดับความสำคัญและเรียงประเด็นไว้ อย่าลืมว่าการสัมภาษณ์ไม่ใช่การคุยกับบุคคลหนึ่งที่เราเจอประจำ แต่มันเป็นเรื่องที่เฉพาะ หรือเป็นทางการ และส่งผลกับหลายส่วน เพราะเรื่องที่ศึกษาส่วนมากจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งรอบข้างแน่นอน เอาง่ายๆอย่างที่บอก แค่จะเข้าไปหาก็ลืมประเด็นกันหมดแล้ว แต่นี่ต้องการคุยยาวและนาน จะต้องมีอะไรที่พิเศษในระหว่างการสัมภาษณ์นั้นจะต้องมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยในเรื่องอื่นๆบ้างเป็นระยะๆซึ่งเป็นเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลหรือเรื่องราว เป็นการพักและคลายความตึงเครียดไปด้วย พร้อมกันนี้อาจจะต้องทานน้ำบ้าง ดื่มกาแฟ รวมถึงการเข้าห้องน้ำบ้างก็เป็นการพักอิริยาบถ ซึ่งมาถึงตรงนี้ได้นั้นต้องคุยกันระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่ามีความคิด หรือการถามตอบเป็นไปอย่างราบรื่นแล้วดูประหนึ่งว่าทั้งสองคุ้นเคยกันแล้ว

4.องค์ประกอบอื่นๆ ได้แก่

-การแต่งตัว การไปพบบุคคลที่เราจะสัมภาษร์เพื่อหาข้อมูลนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการแต่งตัวที่ดูดี โดยสายตาของคนทั่วๆไป ตั้งแต่เสื้อผ้า ผม รองเท้า รวมถึงลักษณะโดยรวมดูแล้วทุกอย่างลงตัวพองดงามสุภาพเรียบร้อย เพราะการแต่งตัวจะเป็นด่านแรกของมิตรภาพ นั่นหมายความว่า หนึ่งป็นการให้เกียรติกับบุคคลดังกล่าว สองเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ และสามสร้างความสัมพันธ์อันดีในการสัมภาษณ์ในโอกาสข้างหน้า

-เวลา สำหรับเรื่องเวลาสำคัญมากทีเดียว อย่าคิดว่าไม่เป็นไรเขารอได้ เราคิดไปเองมากกว่า เพราะคนทีเราต้องการสัมภาษณ์เพื่อล้วงข้อมูลทุกอย่างนั้น การจะให้เขามารอคุณ มันเป็นเรื่องที่เสียหายมาก บางทีอาจจะหงุดหงิด บางทีอาจจะปฏิเสธไปเลยก็ได้ บุคคลรดับที่เราต้องการหาข้อมูลนั้น เขาเองไม่มีเวลาเพียงพอที่จะมานั่งรอคุณอยู่ได้ เพราะตารางเวลาเขาเป๊ะๆ

-อุปกรณ์การสัมภาษณ์ ส่วนนี้ก็มีความสำคัญ ในเมื่อเราต้องการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นแหล่งปฐมภูมิจริงๆการจดหรือช็อตโน้ท อย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่จะต้องเตรียมให้พร้อมคือ นาฬิกา บอกเวลาเพื่อนัดสัมภาษณ์ได้อย่างสบายใจ อย่างที่สองเทปบันทึกเสียง สำคัญมากเลยกับเรื่องการสัมภาษณ์ เพราะเตือนไว้เลยว่าการสัมภาษณ์อาจจะมีเพียงครั้งเดียวและก็พูดครั้งเดียวเท่านั้น จะไปรีเพลคำพูดว่าอะไรนั้น ไม่สามารถทำได้เลย ยิ่งผู้ให้สัมภาษณ์แค่นัดก็ยากแล้ว หากจะบอกว่าขอสัมภาษณ์ใหม่อีกครั้ง คงเป็นเรื่องที่ตลกสิ้นดีเทปบันทึกเสียงมี2แบบ เป็นแบบชนิดพกพาที่เป็นแบบเล็กๆกะทัดรัดมีม้วนอัดขนาดเล็ก กับอีกแบบเป็นเทปอัดขนาดม้วนเทปคาสเซ็ท และสุดท้ายกล้องถ่ายรูป หลายคนอยากจะถ่ายทอดเป็นภาพอออกมาเพื่อเป็นหลักฐานในการทำวิจัย หรือบางคนก็ต้องนำภาพไปประกอบเพื่อให้ทางระดับสูงพิจารณา

หาข้อมูลและเขียนวิทยานิพนธ์อย่างไรให้ประหยัด

ก่อนจะหาทางประหยัดค่าใช้จ่ายในการเขียนก็ต้องเรียนรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้งบประมาณการเขียนวิทยานิพนธ์บานปลายมันมาจากไหนและแก้ปัญหาจากจุดนั้น มีตัวอย่างดังนี้
1. วิทยานิพนธ์มีอาจารย์ที่ปรึกษาหลายคนแต่ละคนมีความเห็นไม่ตรงกันทำให้ต้องหาข้อมูลต่างกันและหาข้อมูลเยอะขึ้น ซึ่งทำให้งบบานปลาย ทางแก้คือ ก่อนจะเสนอเนื้อหาที่เป็นรูปแบบงานที่สมบูรณ์ให้ส่งตัวอย่างเนื้อหาอย่างย่อ ๆ ไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาดูก่อน วิธีนี้จะประหยัดเพราะให้ดูเรื่องย่อก่อนถ้าพอใจ หรือให้แก้ไขอะไรก็ทำไปพร้อมกันเลยทีเดียว ดีกว่าทำเป็นรูปเล่มหนา ๆ แล้วส่งไปให้อาจารย์ตรวจเพราะหากมีการแก้ไขมันหมายถึงต้นทุนบานปลายครับ
2. หาข้อมูลทางเน็ตก็ได้นะครับประหยัดดี สมัยเมื่อหลายปีก่อนที่อินเตอร์เนตจะก้าวหน้าทันสมัยอย่างปัจจุบัน การหาข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือสักเล่มเป็นเรื่องที่ยากเย็นมาก โดยเฉพาะต่างจังหวัดห่างไกลยิ่งลำบากมาก แม้จะมีห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นก็ไม่สามารถตอบสนองทางวิชาการได้ทั้งหมดเพราะข้อมูลวิชาการดี ๆ มักจะอยู่ตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ปัจจุบันการหาข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ต่ออินเตอร์เนตได้แล้วก็ค้นข้อมูลโดยเฉพาะจากเวปยอดนิยม www.google.com หรือ www.wikipedia.org หรือเวปไซดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราต้องการเขียน การประหยัดค่าใช้จ่ายกับการเก็บข้อมูลจากอินเตอร์เนตสามารถทำได้โดย
1. หากหาข้อมูลจากเวปหนังสือพิมพ์ควรสืบค้นด้วยว่าข้อมูลนั้นปรากฏอยู่ในต้นฉบับหน้าอะไร ถ้าจะให้ดีให้บันทึกหน้าข้อมูลนั้น ๆ เก็บไว้อ้างอิงด้วย อย่าเพิ่งลบข้อมูลทิ้งจนกว่างานจะเสร็จ
2. ควรเลือกเวปที่น่าเชื่อถือและเป็นทางการ เช่น เวปราชการ เวปของมหาวิทยาลัย เวปองค์กรอิสระต่าง ๆ เวปหน่วยงานสำนักวิจัยต่าง ๆ เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย เป็นต้น
3. หากข้อมูลที่หาได้เป็นข้อมูลที่บันทึกต้นฉบับเอกสารโดยการสแกนเอกสารดั้งเดิมมาก็ควรบันทึกหรือปรินต์เก็บไว้เผื่ออ้างอิงในอนาคตด้วยนะครับ ข้อมูลเอกสารที่สแกนต้นฉบับเอกสารแล้วนำใส่ไว้ให้สืบค้นส่วนใหญ่พบในเวปราชการครับ เช่น กฎหมาย บันทึกข้อความ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ

ข้อควรระวังการหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต
การหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตแม้จะประหยัดแต่ก็มีจุดอ่อน เช่น
1. ข้อมูลในอินเตอร์เนตมักอยู่ไม่คงทน เนื่องจากพื้นที่ของแต่ละเวปไซด์จะเก็บข้อมูลได้ไม่มากนัก เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามาข้อมูลเก่าจะต้องหล่นไป หากมีการสืนค้นย้อนหลังข้อมูลเดิมอาจไม่อยู่แล้ว
2. ควรเลือกเวปที่น่าเชื่อถือและเป็นทางการ เช่น เวปราชการ เวปของมหาวิทยาลัย เวปเหล่านี้เป็นแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ นอกจากจะมีข้อมูลจากเวปแล้วยังมีข้อมูลที่เป็นเอกสารคู่ขนานกันทำให้อ้างอิงเชื่อมโยงถึงกันได้
3. เนื้อหาบางอย่างเป็นเรื่องดีสามารถนำมาใช้กับงานเขียนของเราได้ แต่…เวปไซดส่วนใหญ่ละเลยการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล หากเราเอาข้อมูลเหล่านั้นมาใช้แล้วอ้างอิงเพียงแค่เวปไซด์จะมีผลทำให้ข้อมูลของเราขาดความน่าเชื่อถือครับเวปเหล่านี้มักเป็นเวปเฉพาะกิจเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่ใช่เวปไซด์ราชการ สถาบันการศึกษา องค์กร สถาบันฯ ที่ได้รับความเชื่อถือจากสังคม
4. การบันทึกข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแผ่นเก็บข้อมูลต้องระวังไวรัสคอมพิวเตอร์ติดมาด้วยนะครับ เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องมีโปรแกรมสแกนไวรัสไว้ด้วย

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เพื่อเขียนวิทยานิพนธ์1

การสัมภาษณ์เป็นการเก็บข้อมูลโดยตรงจากแหล่งข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิอย่างหนึ่งที่มีค่าสำหรับงานวิจัย เพราะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านคนกลาง เช่น สื่อสารมวลชน ผู้วิจัยสามารถถามคำถามโดยตรงกับแหล่งข้อมูลได้ทันทีและตรงกับเนื้อหาที่ต้องการ การสัมภาษณ์นี้มีอยู่ 2 แบบคือ
1. การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ หรือการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยได้เตรียมคำถามและข้อกำหนดไว้แน่นอนตายตัว
2. การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ มักจะใช้ควบคู่ไปกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคม โดยเตรียมคำถามกว้าง ๆ มาล่วงหน้า การสัมภาษณ์แบบนี้อาจแบ่งออกได้อีก คือ การสัมภาษณ์โดยเปิดกว้างไม่จำกัดคำตอบ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ซักถามส่วนลึกของความคิดออกมา และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยกำหนดตัวผู้ให้สัมภาษณ์แบบเจาะจง
ก่อนสัมภาษณ์ควรจะต้องเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนเพราะการสัมภาษณ์เราไม่อาจสัมภาษณ์ซ้ำได้ เทคนิคการสัมภาษณ์ที่ทีมงานของผู้เขียนใช้ประจำและได้ผลไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์เพื่อทำข่าว สัมภาษณ์เพื่อเขียนหนังสือ คือ
1. เตรียมเครื่องบันทึกเสียงไปด้วย เครื่องบันทึกเสียงช่วยได้มากทำให้เราสามารถทบทวนเรื่องราวที่ได้สัมภาษณ์มากี่ครั้งก็ได้ข้อความก็ไม่ตกหล่นเมื่อเทียบกับการจดบันทึกหรือการจำซึ่งข้อมูลอาจขาดหายไปบ้างตามความเข้าใจ
2. ควรศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวผู้ให้สัมภาษณ์ และเรื่องราวที่จะสัมภาษณ์ให้ละเอียด เพราะเรากำลังจะไปถามข้อมูลกับคนที่รู้เรื่องนั้น ๆ มากกว่าเรา ถ้าเราไม่มีความรู้พื้นฐานเลยเราจะต่อภาพไม่ติดว่าเขากำลังพูดถึงไหนแล้ว และอาจออกนอกเรื่องโดยเราไม่รู้ตัว
3. ถ้าไปสัมภาษณ์กันหลายคนก็แบ่งหน้าที่กันไป บันทึกเทปด้วยและควรมีคนจดบันทึกด้วยเพื่อเป็นข้อมูลสำรองในกรณีที่เทปบันทึกเสียงได้ไม่ชัด
4. ถ้าสัมภาษณ์ผู้อาวุโส หรือผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตก็อย่าลืมตรวจตราการแต่งกายของตัวเองก่อน และไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลา เพราะบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์บางครั้งก็ไม่มีเวลารอเรามากนัก
5. ระหว่างสัมภาษณ์ให้ระวังเรื่องอย่าลืมปิดเสียงโทรศัพท์ด้วยนะครับ ถ้าโทรศัพท์เราดังขึ้นมาขัดจังหวะจะเป็นการเสียมารยาทต่อผู้ที่เราสัมภาษณ์


กรณีตัวอย่างการสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย
1.สัมภาษณ์นายทหารระดับสูง
อาชีพทหารจะอยู่ในเรื่องของวินัย หน้าที่ความรับผิดชอบ และความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องรองต่อมาเป็นเรื่องของภารกิจหน้าที่หรือการบริหารในระดับต่างๆที่เป็นอยู่หรือเคยเป็นมาในอดีต ดังนั้นสาระสำคัญที่จะต้องเกริ่นนำก่อนที่จะสัมภาษณ์จะต้องอยู่ในลักษณะเรื่องเหล่านี้เป็นอันดับแรก เพื่อที่สร้างความสัมพันธ์หลอมความคิดให้อยู่ในแนวทางเดียวกันหรือสอดคล้องต้องกัน หลังจากนั้นจะสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบรื่น
ข้อควรระวัง
1.การนัดหมาย สำคัญมาก เรารู้ว่าเป็นจะไปสัมภาษณ์ทหาร เวลาจึง
สำคัญมาก เพราะภารกิจของทหารนั้นจะเป็นไปตามตารางทำงาน ไม่ใช่เมื่อใดก็ได้ ฉะนั้นการนัดหมายเข้าพบเพื่อสัมภาษณ์จึงต้องชัดเจนแน่นอน และที่สำคัญควรจะมาก่อนเวลาประมาณ15นาที เพื่อที่จะได้มีการวางแผนงานอะไรต่างๆได้อย่างลงตัว
2.สิ่งที่จะถามนั้นควรจะเป็นไปตามประเด็นจริงๆ เพราะนายทหารนั้นจะไม่ชอบให้สัมภาษณ์ประเภทไม่เป็นทางการหรือพูดเล่นๆ เพราะข้อความที่ออกไปสู่สาธารณชนนั้น หากไม่มีการกลั่นกรองก่อนจะไม่ดีเอาเสียเลย และหากเรานำข้อความทุกอย่างไปลงนั้นต้องอนุญาตในภายหลังด้วยเพื่อให้เกียรติแก่แหล่งข่าว
3.สิ่งที่ไม่ควรพูดถึงกับบุคคลประเภทนี้ได้แก่ หนึ่ง เรื่องของความแตกแยกของประเทศหรือคนในชาติ ทหารนั้นถูกสอนมาอย่างดีในเรื่องแบบแผนของการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคงของชาติความสามัคคี ดังนั้นทหารจึงไม่อยากพูดเรื่องของความแตกแยก อย่างที่สองเรื่องของราชวงศ์ชั้นสูง เรื่องนี้ทหารจะจงรักภักดีเป็นที่สุด ใครแตะต้องหรือพูดพาดพิง คงจะต้องป้องกันไว้ก่อน ต่อมาเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ทหารอยู่ในระเบียบวินัย การใช้อำนาจหน้าที่หรือยศตำแหน่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์อย่าพูดถึงเสียดีกว่า เดี๋ยวจะอารมณ์เสียแล้วอดได้ข้อมูล
2.สัมภาษณ์รัฐมนตรี
การสัมภาษณ์รัฐมนตรีมีความแตกต่างจากกลุ่มบุคคลที่เป็นทหารหรือข้าราชการประจำอยู่
หลายอย่าง ได้แก่
-การสัมภาษณ์นั้นจะนัดหมายเป็นทางการค่อนข้างยาก เพราะจะไม่นั่งประจำที่กระทรวง เราจะต้องหาโปรแกรมแต่ละวันว่ารัฐมนตรีไปที่ไหนบ้าง บางครั้งอยู่ต่างจังหวัดก็ต้องไป แม้กระทั่งต่างประเทศก็ย่อมได้ถ้าสุดวิสัยจริงๆ ฉะนั้นจึงต้องสัมภาษณ์หลายๆรอบในสถานที่ต่างๆกันได้ง่ายและสะดวกกว่า
-ประเด็นต่างๆที่ต้องการส่วนใหญ่แล้วรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองเป็นผู้แทนของประชาชนเวลาจะให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร ประเด็นไหน พาดพิงถึงใครบ้างนั้น ไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่นักเพราะไม่ต้องรับผิดชอบซึ่งผิดกับข้าราชการที่ต้องระวังคำพูดเป็นอย่างมาก เนื้อหาต่างๆที่ได้มาจึงสามารถเป็นข้อมูลได้ทุกส่วน ยกเว้นที่เจ้าตัวบอกว่าอย่าอ้างอิงเลย
-เรื่องเนื้อหานั้นจะต้องถามโดยรวมไม่เน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะรัฐมนตรีดูแลงานหลายกรมกอง หากถามเพียงเรื่องเดียวคงจะไม่ค่อยแฮปปี้มากนัก เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่อยากอวดผลงานของตัวเอง เวลาพูดก็จะพูดหลายเรื่องหลายงาน จะทำให้บรรยากาศของการสัมภาษณ์ราบรื่นยิ่งนัก